ทำไมหุ้นตัวนี้ถึงได้เป็นที่ต้องการ อะไรที่ทำให้หุ้นนี้น่าลงทุน ในบทความนี้เราจะไปเจาะลึกรายละเอียดกันว่าหุ้นตัวนี้ประกอบธุรกิจอะไร รวมไปถึงความเป็นมาของบริษัทและ โอกาสกับอุปสรรคที่บริษัทกำลังเผชิญในช่วงวิกฤตไวรัสโควิค-19

วิเคราะห์หุ้น

MINT คือ ใคร?

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ MINT นั้นมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ

หุ้น

William Heinecke ผู้ก่อตั้งบริษัทไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน)

โดยที่มีผู้ก่อตั้งเป็นชาวต่างชาติ นั่นก็คือ คุณวิลเลี่ยม ไฮเน็ค ผู้ซึ่งย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่ยังเล็ก เมื่ออายุ 17ปี คุณวิลเลี่ยม ได้ก่อตั้งบริษัท Inter-Asian Enterprise เพื่อรับทำความสะอาดสำนักงาน และ บริษัท Inter-Asia Publicity เพื่อทำธุรกิจขายโฆษณาทางวิทยุ หลังจากที่พัฒนาบริษัทมาถึงจุดหนึ่ง เขาได้ขายบริษัท Inter-Asia Publicity ให้กับบริษัทโฆษณาชื่อดังอย่าง Ogilvy & Mather และนำเงินที่ได้มาต่อยอดธุรกิจใหม่และได้ก่อตั้ง บริษัท Minor Holdings ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1970 เนื่องจากเล็งเห็นการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจบริการท่องเที่ยว ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นการท่องเที่ยวในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่มีกำลังที่สูงขึ้น ผู้คนมองหาสิ่งใหม่ๆเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ

โดยหลังจากจดบริษัท Minor Holdings ขึ้นมา ได้ขยายกิจการออกไปลงทุนในหลากหลายธุรกิจ ทั้งธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจไลฟ์สไตล์ และ ธุรกิจอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีมาก โดยสัดส่วนของรายได้หลักยังคงมาจากภาคธุรกิจ Minor Hotel ที่ 76% ตามมาด้วย Minor Food 20% และ Minor Lifestyle 4% ซึ่งเราจะไปเจาะลึกกันว่าในแต่ละ Sector ของธุรกิจประกอบไปด้วยแบรนด์อะไรบ้าง

ผู้ถือหุ้น

เริ่มจาก Minor Hotel

โดยโรงแรมแรกที่บริษัทได้สร้างขึ้นมาคือ โรงแรม Royal Garden Resort ที่พัทยา ซึ่งปัจจุบันคือ โรงแรมอวานี พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา และยังมีโรงแรมในเครือ Royal Garden อีก 2-3 แห่งต่อมา ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนมาเป็นชื่อ อนันตรา และได้ทำการขยายโรงแรมเพิ่มทั้งไปลงทุนเอง และไปบริหารให้ในประเทศและต่างประเทศ โดยมีแบรนด์ชั้นนำอย่าง Anantara, AVANI, Four Season, Radissan, St. Regis, และโรงแรมชั้นนำอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งธุรกิจโรงแรมทั้งหมดของบริษัทมีมากถึง 535 โรงแรม และมีจำนวนห้องพักรวมกันถึง 78,360 ห้องใน 57 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2562 Minor Hotel มีรายได้จากการดำเนินงาน จำนวน 94,189 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86 และ 42 จากปี 2561 ตามลำดับ สัดส่วนรายได้ของภาคธุรกิจโรงแรมจำแนกโดยประเภทธุรกิจ ได้แก่ ลงทุนเองและเช่าบริการ 86% ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม 7% บริหารจัดการห้องชุด 6% และ รับจ้างบริการ 1%

ธุรกิจของ Minor Food

นอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว บริษัท ไมเนอร์ ยังประกอบธุรกิจร้านอาหารต่างๆอีกมากมาย อาทิเช่น Swensens, The Pizza Company, Sizzler, Burger King, และล่าสุด บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Bonchon ในประเทศไทย เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นศักยภาพของกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกหลายเท่า และสามารถปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีหรือบริการสมัยใหม่อย่างการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่น เช่น Grab Food, Line Man, Food Panda, และ GET ที่กำลังเติบโตจากยอดการสั่งซื้ออาหารที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล แม้กลุ่ม Minor Food จะมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% ของทั้งบริษัท แต่ด้วยจำนวนสาขาที่มากถึง 2,377 สาขา ใน 26 ประเทศ ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยสูงถึง 35% โดยในปี 2562 กลุ่ม Minor Food มีรายได้ 24,233 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากภายในประเทศไทย ตามมาด้วยประเทศจีน และ ออสเตรเลีย แน่นอนว่ายังมีอีกหลายหลายแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่บริษัทเป็นเจ้าของแต่ถ้าจะให้พูดทั้งหมดอาจจะใช้เวลาไม่พอ แต่ที่แน่ๆคือพวกเราทุกคนคงคุ้นเคยกับร้านอาหารของกลุ่ม Minor Food ไม่มากก็น้อย

ธุรกิจของ Minor Lifestyle

สังเกตได้ว่าทุกธุรกิจที่บริษัททำนั้นจะเน้นไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวหรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม หรือ ธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งอีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป หรือ ที่เรียกว่า Life Style นั่นเอง โดยธุรกิจแนวนี้ประกอบไปด้วย ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นอย่าง CHARLES & KEITH, OVS, Brooks Brothers, และแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำอีกมากมาย นอกจากนั้นยังรวมไปถึงธุรกิจเครื่องใช้ในครัวต่างๆที่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ จากที่กล่าวมาทั้งหมด รายได้ของธุรกิจ Minor Lifestyle คิดเป็นแค่ 4% ของรายได้รวมบริษัทเท่านั้น

ราย

There’s a domino effect with certain things you say.
Johnny Vegaswww.cnbc.com/

ล้มเหมือนโดมิโน่ Domino Effect

จากที่อ่านมาจนถึงจุดนี้ เราคงเห็นได้ว่าบริษัทนั้นประกอบธุรกิจที่หลากหลาย ทั้ง โรงแรม ร้านอาหาร และ เสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีถ้าดูในมุมมองของการทำกิจการ แต่เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆอย่างวิกฤตไวรัสโควิค-19 จึงทำให้รู้ว่ากิจการของบริษัทได้รับผลกระทบแทบจะทุกส่วน เนื่องจากการหายไปของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแบบกระทันหันตั้งแต่ต้นปี2563 แทนที่จำนวนห้องพักซึ่งควรจะโดนจองเต็มเกือบหมดในช่วงเทศกาลเหมือนปกติ แต่ปีนี้แทบจะเป็นศูนย์ ทำให้ธุรกิจโรงแรมหลายแห่งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว และปรับลดจำนวนพนักงานลง ธุรกิจร้านอาหารก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เพราะว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ของบริษัทนั้นตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อเจอมาตราการปิดเมืองเพื่อควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อของรัฐบาล ธุรกิจร้านอาหารก็จำเป็นต้องปิดตัวลงอย่างกระทันหัน กระแสเงินสดหยุดชะงัก ทำให้รายได้หายไป แต่รายจ่ายยังคงต้องเดินต่อ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงาน ค่าสต๊อคสินค้าที่จ่ายไป หรือ แม้แต่ค่าเช่าสถานที่ในห้างที่มีราคาสูงมาก ต่อให้ภายหลังบรรยากาศในประเทศจะมีการผ่อนปรนลงมาแล้ว และอนุญาตให้ร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการได้ แต่ด้วยข้อจำกัดที่ให้รับลูกค้าได้แค่ โต๊ะละ 1-2 คน ทำให้รายได้ที่ควรจะได้รับนั้นลดลง แต่ค่าเช่าสถานที่ยังคงเท่าเดิม ค่าจ้างพนักงานยังเท่าเดิม ซึ่งสำหรับบริษัทที่มีกระแสเงินสดเพียงพออาจจะกระทบน้อยหน่อย แต่สำหรับร้านที่กระแสเงินสดไม่พอ อาจจะถึงขั้นล้มหายตายจากกันไปเลยก็ได้ จากที่กล่าวมาการปิดห้างร้านทำให้กระทบธุรกิจไลฟ์สไตล์ด้วย เพราะว่าผู้คนยังคงกังวลที่จะออกจากบ้านเพื่อมาเดินห้าง หรือมาเพราะซื้อของใช้จำเป็นอย่าง อาหารหรือเครื่องดื่มเท่านั้น การที่จะให้ผู้คนกลับมาเชื่อมั่นเหมือนแต่ก่อนนั้นอาจจะต้องใช้เวลา

จะเห็นได้ว่าวิกฤตในครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง กระทบทุกวงการธุรกิจ เนื่องจากทุกๆธุรกิจนั้นเชื่อมต่อถึงกัน การที่ธุรกิจใดล้ม อาจจะส่งผลให้อีกหลายๆธุรกิจได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะว่าทุกธุรกิจนั้นถูกเชื่อมต่อกันไว้ด้วย “ผู้คน”

CENTEL

หุ้น MINT หุ้นที่ถูกรับเลือก..

เป็นไปได้ว่าหลายคนอาจจะสงสัยว่าพระมหากษัตริย์สามารถเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่ ผมเองทีแรกก็แปลกใจที่ได้เห็นรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในขณะที่กำลังดูงบการเงินของบริษัทๆหนึ่งอยู่ โดยตอนนั้นผมกำลังศึกษาข้อมูลของหุ้น MINT และได้มีชื่อของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้ผมยิ่งอยากจะศึกษาประวัติและข้อมูลธุรกิจของบริษัท ไมเนอร์ มากยิ่งขึ้น หลังจากศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียดทำให้รู้ว่าพื้นฐานของธุรกิจนั้นแข็งแกร่งและสามารถเข้าใจได้ง่าย เนื่องจากประกอบมาจากปัจจัย4 เช่น อาหาร ที่พักอาศัย และ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ทำให้ผมเข้าใจเหตุผลที่หุ้นตัวนี้เป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกเลือกจากในหลวงร.9 และรู้สึกว่าท่านได้สอนแนวทางการลงทุนให้พวกเรานักลงทุนอยู่อย่างเงียบๆ โดยใช้การปฏิบัติจริงมาสอน โดยนอกจาก หุ้น MINT ยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่มีชื่อของในหลวงร.9 เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่น AMARIN, SAMCO, SINGER, TIC เป็นต้น

การจะพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญนั้นจะต้องสร้างและเสริมขึ้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น 
ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือคลอนแคลนบกพร่องแล้ว ที่จะเพิ่มเติมเสริมต่อให้เจริญขึ้นไปอีกนั้น ยากนักที่จะทำได้ 
จึงควรจะเข้าใจให้แจ้งชัดว่า นอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญแล้ว ยังต้องพยายามรักษาพื้นฐานให้มั่นคง ไม่บกพร่อง พร้อมๆ กันได้

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๓

ข้อคิดและแนวทางการลงทุนที่ผมได้จากการรับรู้เรื่องนี้ คือ การลงทุนเหมือนการเป็นเจ้าของกิจการ ต้องเข้าใจการทำธุรกิจของบริษัทอย่างละเอียด ลงทุนในกิจการที่มีความจำเป็นต่อผู้คนในระยะยาว ไม่ใช่ธุรกิจที่หาผลประโยชน์เพียงชั่วคราว และสุดท้ายเป็นแนวทางลงทุนแบบเศรษฐกิจพอเพียง การลงทุนเพื่อเก็บเป็นสินทรัพย์ระยะยาว ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ไม่ใช่หุ้นที่ซื้อมาเพื่อการเก็งกำไรระยะสั้น ถ้าเราใช้แนวทางการลงทุนของในหลวงร.9 มาเป็นแนวทางเราจะลงทุนอย่างสบายใจและไม่ต้องกังวลกับการผันผวนของราคาหุ้น และมีความสุขจากการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการในระยะยาว

งบการเงิน

MINT
หุ้น
AOT

จากงบการเงินจะเห็นได้ว่าปี 2562 นั้นเป็นปีที่บริษัทเติบโตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจโรงแรมที่มีการลงทุนซื้อกิจการโรงแรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศ หรือว่าการซื้อกิจการร้านอาหารชั้นนำ จึงไม่แปลกใจที่งบการเงินของบริษัทในปีนั้นจะมีจำนวนยอดขายและรายได้รวมที่สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 63.73% ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทพุ่งแต่ระดับ 10,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 96% ต้องบอกว่าเป็นการเติบโตที่น่าจับตามองมากๆ สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าบริษัทกว่าเกือบ 1 แสนล้านบาท การที่จะได้เห็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรของบริษัทอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงทุนในกิจการที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน บวกกับความสามารถของกลุ่มผู้บริหารที่จัดการกับปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี แต่ในไตรมาสแรกของปี 2563 ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทอย่างกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตไวรัสโควิค-19 ทำให้ผลประกอบการมันสะท้อนมาในงบการเงินที่ออกมา เป็นครั้งแรกในรอบหลายไตรมาสที่ผลประกอบการของบริษัทออกมาติดลบ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว กำไรของบริษัทจะติดลบไปกว่า 400% ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไปว่าบริษัทและผู้บริหารของบริษัทจะมีแผนรับมือหรือใช้วิธีการอะไรที่จะมาแก้วิกฤตนี้ไปให้ได้ โดยการวิเคราะห์จากงบการเงินจะเห็นได้ว่าบริษัทมีการรับมือด้วยการเพิ่ม Liquidity หรือ สภาพคล่องให้กับบริษัท โดยไตรมาสแรกของปี 2563 บริษัทถือเงินสดถึง 20,000 ล้านบาท และอาจจะมีการขายสินทรัพย์บางส่วนออกมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในมือ เพราะมีคำกล่าวว่าในช่วงวิกฤตนั้น กระแสเงินสดคือทุกอย่าง หรือ Cash is King..

กราฟหุ้น

BDMS

จากกราฟต้องบอกว่าน่าเสียดาย ที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าซื้อหุ้นในช่วงวิกฤตที่ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 13.50 บาท เพราะว่าถ้าถือแล้วมาขายที่ราคา ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2563 ที่ราคา 22.10 บาท จะทำให้ได้กำไรมากถึง 63.7% ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากเพราะว่าตัวธุรกิจหลักนั้นได้รับผลกระทบจากวิกฤตเต็มๆ แต่ก็ยังสามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้จากการที่ราคาหุ้นเริ่มทำการปรับตัวขึ้นมาอย่างรุนแรง แต่ก็ยังต้องคอยติดตามกันต่อไปเพราะว่าถ้าบริษัทยังมีผลประกอบการที่ติดลบต่อไปเรื่อยๆ ราคาที่แท้จริงของหุ้นตัวนี้อาจจะต้องปรับลดลงมา ราคาหุ้นจะแสดงออกมาก่อนความเป็นจริงเสมอ เพราะเกิดจากการคาดการณ์จากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล้วงหน้า การที่ราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงเป็นเพราะนักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถกลับมาทำกำไรได้ในไตรมาสที่เหลือต่อจากนี้ แต่ถ้าในไตรสมาสที่ 2 และ 3 ในปี 2563 กำไรของบริษัทยังคงติดลบหรือไม่ได้กลับมาเติบโตอย่างที่คาดหวังไว้แล้ว ราคาจะถูกเทขายกลับลงมาอย่างแน่นอน ณ ตอนนี้จากค่า MACD ถือว่าเป็นขาขึ้น เพราะว่าเส้น MACD ตัดกันขึ้น และ ตัดเหนือเส้นศูนย์ แสดงถึงความแข็งแรงในการขึ้นรอบนี้เป็นอย่างดี แต่ให้ระวังค่า RSI ที่กำลังจะเข้าใกล้ 70 อาจจะเป็นการ Overbought ได้ แต่ถ้าให้ดูจากกราฟแท่งเทียน รูปแบบนี้เป็นการที่มีแรงซื้อชนะแรงขายอย่างชัดเจน จากการที่ราคาปิดของวันเป็นราคาเดียวกับราคาสูงสุดของวัน บวกกับการที่แท่งราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 15,45 วันได้แล้ว สรุปได้ว่าเป็นจังหวะเข้าซื้อได้ ณ ช่วงเวลานี้

หุ้น

ความคิดเห็นของผู้เขียนต่อ หุ้น MINT

แนวทางการแก้ปัญหาหลังจากจบวิกฤตไวรัสโควิค-19 ทุกอย่างล้วน อนิจจัง หมายความว่า ไม่มีความแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว เพราะว่าหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไป หลายๆอย่างจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิม และบริษัทที่ปรับตัวได้ดี จะทำให้ผลประกอบการกลับมาเติบโตอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะว่ามีการวางแผนมาอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งในธุรกิจโรงแรม และ ร้านอาหาร เช่นการใช้บริการของแอปพลิเคชั่น Airbnb, Booking, Agoda, Grab, และอื่นๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศทั่วโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว และการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำให้สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นจากภายในก่อนที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยว ซึ่งอาจจะยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย1-2ปี กว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะกลับมาที่จุดเดิม หลังจากนี้โลกเราจะเป็น Deglobalization กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคอุสาหกรรม หรือภาคท่องเที่ยว เพราะว่าทุกๆประเทศต้องพยายามพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อน ส่งผลให้หลังจากจบวิกฤตผู้คนในประเทศจะสามัคคีและช่วยเหลือกันได้มากยิ่งขึ้น

ผู้เขียน

อภิภู อัครมโนธรรม

ที่ปรึกษาการเงิน (IC, Derivative, IP, FChFP license)

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Wealth Innovation Consulting จำกัด เจ้าของเพจลงทุน Investonia

Tell us about you

Find us at the office

Czerniakowski- Abodeely street no. 60, 49490 Hamilton, Bermuda

Give us a ring

Bartlomiej Stobierski
+11 189 505 54
Mon - Fri, 11:00-22:00

Say hello